This is default featured slide 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by Lasantha Bandara - Premiumbloggertemplates.com.

This is default featured slide 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by Lasantha Bandara - Premiumbloggertemplates.com.

This is default featured slide 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by Lasantha Bandara - Premiumbloggertemplates.com.

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by Lasantha Bandara - Premiumbloggertemplates.com.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by Lasantha Bandara - Premiumbloggertemplates.com.

วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ประชุมเชิงปฎิบัติการเสนอโครงร่างงานวิจัย 2563

           เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2562 คปสอ.เสนางคนิคมได้จัดประชุมเชิงปฎิบัติการ โดยจัดให้เจ้าหน้าที่ที่สนใจได้นำเสนอโครงร่างการวิจัย ซึ่งได้รับเกียติ์จากท่านอาจารย์ ดร.ประเสริฐ ประสมรักษณ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล สาขาวิทยาเขตจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นอาจารย์ผู้วิพากษ์ ซึ่งได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่อย่างมาก เพราะเป็นการเตรียมผลงานวิจัย เพื่อเข้าร่วมในมหกรรมงานวิชาการของ คปสอ.เสนางคนิคม ที่จะจัดขึ้นในเดือนมีนาคม 2563 นี้ 

       สรุปรายชื่อผลงานที่นำเสนอโครงร่างดังนี้ 


รพสต.
1.การศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพโป่งหิน ตำบลโพนทอง อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ (รพสต.โป่งหิน)
2.ผลของการส่งเสริมสุขภาพช่องปากโดยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดอนหมู ตำบลหนองไฮ อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ (รพสต.หนองไฮ)
3.พฤติกรรมผู้ปกครองในการดูแลช่องปากสุขภาพช่องปากของเด็ก ศนด. ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโพนทอง (รพสต.โพนทอง)
4.ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการขยะในชุมชนแบบมีส่วนร่วม บ้านโคกกลาง ตำบลนาเวียง อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ (รพสต.โคกกลาง)
5.ผลการพัฒนารูปแบบการให้บริการผู้ป่วยที่มารับบริการคลินิกโรคเรื้อรังแบบมีส่วนร่วม ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพหนองสามสี อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ (รพสต.หนองสามสี)
6.ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ที่มารับบริการคลินิกโรคเรื้อรัง ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพไร่สีสุก ตำบลไร่สีสุก อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ (รพสต.ไร่สีสุก)
7.รพสต.หนองคล้า
8.รพ.สต.หนองคู
สสอ.
9.ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะโภชนาการของเด็กนักเรียนประถมศึกษา ในเขตอำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ  (สสอ.)

โรงพยาบาล
10.ผลการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง(ที่มีภาวะพึ่งพิง)ประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน ตำบลเสนางคนิคม อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ
11.การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสโลหิต โรงพยาบาลเสนางคนิคม
12.นวัตกรรม “ เป้อุ้มปลอดภัย ใส่ใจลูกรัก”
13. ผลของการนวดแผนไทยบำบัดผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดศีรษะจากภาวะเครียด ที่มารับบริการในโรงพยาบาลเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ 
14.เภสัชเป้
15.น้องต่ายแลป
16.ปุ๊กปิ๊ก งานเวช  
17.พี่ชัย ER






Share:

วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ร่วมงานวิชาการสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ 2562

วันที่ 18 พฤษภาคม 2562  คปสอ.เสนางคนิคมได้ร่วมส่งผลงานวิชาการในงาน มหกรรมวิชาการสาธารณสุขอำนาจเจริญ ประจำปี 2562 ดังนี้
1
2
3
4





Share:

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

อบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านวิชาการ ประจำปี 2562

วันที่ 19 - 20 พฤศจิกายน 2561 โรงพยาบาลเสนางคนิคมได้จัดอบรมเจ้าหน้าที่ในการเขียนผลงานวิชาการและCQI   โดยได้เชิญอาจารย์ดร.ประเสริฐ  ประสมรักษณ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล สาขาวิทยาเขตจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นวิทยากรกระบวนการ โดยได้แบ่งกลุ่มทำ work  shop จำนวน  8 กลุ่ม โดยผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการอบรมได้ตามลิงค์

1.ตัวอย่างงาน cqi

2.แบบฟอร์มcqi 11 หัวข้อ

3.ไฟล์สอนทฤษฏี


















Share:

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

การประเมินผลการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล


การประเมินผลการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพสังกัดสำนักงานสาธารณสุขอำเภอเสนางคนิคม  จังหวัดอำนาจเจริญ 

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและศึกษาปัญหา อุปสรรคในการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ 2561 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานควบคุมโรคในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 8 แห่งๆ ละ 2 คน โดยใช้แบบสอบถาม แบ่งเป็น 6 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 สอบถามข้อมูลทั่วไป ตอนที่ 2, 3, 4, 5 และตอนที่ 6 สอบถามเกี่ยวกับลักษณะพื้นที่การ ปฏิบัติงาน ทรัพยากรการบริหาร ขบวนการบริหารจัดการ ข้อมูลการดำเนินงานการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก ปีงบประมาณ 2561 และปัญหาอุปสรรครวมทั้งข้อเสนอแนะในการ ดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบว่า 1) พื้นที่ปฏิบัติงานมีลักษณะดังนี้ สถานบริการส่วนใหญ่รับผิดชอบหมู่บ้าน จำนวน ระหว่าง 1 –5 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 62.5 จำนวนประชากรในเขตรับผิดชอบ ระหว่าง 3,001–4,000 คน คิดเป็นร้อยละ 50.0 ที่ตั้งของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลส่วนใหญ่ตั้งอยู่นอกเขตเทศบาล คิดเป็น ร้อยละ 87.5 อยู่ห่างจากโรงพยาบาลชุมชน ตั้งแต่ 6–10 กิโลเมตร และ 11-15 กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 50.0 ทรัพยากรการบริหารด้านกำลังคน การเงิน และวัสดุอุปกรณ์ มีความเพียงพอ ร้อยละ 25.0, 6.30 และ 87.50 ตามลำดับ กระบวนการด้านบริหารจัดการด้านการวางแผน การจัดองค์กร การบริหารงานบุคคล การอำนวยการ และการควบคุม อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 97.59, 91.25, 89.58, 98.75 และ 95.83 ตามลำดับ  2) ผลการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก อยู่ในระดับดี ร้อยละ 62.5 และ ต้องปรับปรุง ร้อยละ 37.5  3)ปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล คือ บุคลากรมีน้อยไม่เพียงพอต่อการดำเนินงาน งบประมาณไม่เพียงพอและได้รับการสนับสนุนล่าช้า ปัจจัยด้านกระบวนการบริหารจัดการ พบว่า ขาดการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน ปัญหาด้านอื่นๆ พบว่า ประชาชนขาดความตระหนักในการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก และสภาพแวดล้อมของหมู่บ้านที่รับผิดชอบ เช่น ความสะอาด บ้านอยู่ห่างกัน
Share:

ผลของคู่หูเบาหวานต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน



ผลของคู่หูเบาหวานต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านโป่งหิน  ตำบลโพนทอง อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ ปี 2561

ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และอาศัยอยู่ตามลำพัง  หรือเป็นผู้สูงอายุดูแลกันเอง ขาดผู้ดูแล ทำให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมสุขภาพไม่ถูกต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ส่งผลให้มีภาวะแทรกซ้อนความรุนแรงของโรคมากขึ้น ทั้งนี้ การศึกษาที่ผ่านมาพบว่าการมีผู้ดูแลจะทำให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี และในบริบทของชุมชนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีบทบาทในการดูแลสุขภาพประชาชน ดังนั้น การวิจัยกึ่งทดลอง ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานก่อนและหลังมีคู่หูเบาหวาน ในประชากร ผู้ป่วยเบาหวานในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล  บ้านโป่งหิน  ที่ขาดคนดูแล และมีระดับน้ำตาลในเลือดเกิน 130 mg % ในเดือน มกราคม 2560 จำนวน 25 คน โดยการดูแลด้วยคู่หูเบาหวาน ประกอบด้วย 1) คัดเลือก อสม. เพื่อจับคู่หู ดูแลผู้ป่วยเบาหวาน 2) จัดค่ายติวเข้มแบบคู่หูเบาหวานทั้งผู้ป่วยและคู่หูในด้านพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม  3) คู่หูเบาหวานออกติดตามผู้ป่วยตามแนวทาง (สัปดาห์แรก ติดตามทุกวัน, สัปดาห์ที่ 2 ติดตามวันเว้นวัน, สัปดาห์ที่ 3-4 ติดตามสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และสัปดาห์ที่ 5 เป็นต้นไป ติดตามเดือนละ ครั้ง) 4) จัดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้ง ผู้ป่วย และ คู่หู ประเมินความก้าวหน้าทุก 2 เดือน และ 5) มอบรางวัล ให้ผู้ป่วยและคู่หู ที่มีระดับน้ำตาลในเลือด ต่ำกว่า 130 mg % ในเดือน กันยายน 2560 และมอบเกียรติบัตร เป็นบุคคลต้นแก่ผู้ป่วย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่าคู่หูส่วนใหญ่ เป็น เพศหญิงร้อยละ 88 อายุระหว่าง 31-59 ปี ร้อยละ 88 จบการศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษา ร้อยละ 76 อาชีพเกษตรกรรมทุกคน  ด้านกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ส่วนใหญ่ เป็น เพศหญิงร้อยละ 72 อายุ 60 ปี ขึ้นไป ร้อยละ56 จบการศึกษา ระดับชั้นประถมศึกษา ร้อยละ 84 อาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 84 โดยก่อนการทดลองผู้ป่วยเบาหวานมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือด เท่ากับ 193 mg %  (SD  =57.41) ภายหลังได้รับการดูแลคู่หูเบาหวาน ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในเลือดลดลง เท่ากับ 153 mg % (SD. = 42.25) และมีผู้ป่วยที่มีค่าระดับน้ำตาลในเลือด ลดลง ร้อยละ 72 เท่าเดิม ร้อยละ 16 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 12 และลดลงถึงระดับปกติ ร้อยละ16 สรุปได้ว่า การดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้โดยคู่หูเบาหวานส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดียิ่งขึ้น จึงควรนำไปขยายผลต่อในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป
Share:

เส้นทางการกระจายยาอันตรายและยาปฏิชีวนะในร้านชำ


เส้นทางการกระจายยาอันตรายและยาปฏิชีวนะในร้านชำ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการจำหน่ายยาอันตรายและยาปฏิขีวนะในร้านขำ ชุมชนตำบลหนองไฮ อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ


สถานการณ์ปัญหาการซื้อยาทานเองของประชาชนในชุมชนตำบลหนองไฮยังคงเป็นปัญหาสำคัญ จะเห็นจากที่พบผู้ป่วยที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา เช่น ดื้อยา แพ้ยา แพ้ยาซ้ำ หรือการใช้ยาไม่เหมาะสมกับโรคหรือข้อห้ามใช้ และจากการสุ่มสำรวจร้านชำในพื้นที่ ปี 2560 จำนวน 40 พบว่ามีการขายยาอันตรายและยาปฏิชีวนะ จำนวน 25 ร้าน(ร้อยละ  62.5) ดังนั้น การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแหล่งต้นทางการกระจายยาอันตรายและยาปฏิชีวนะในร้านชำที่พบในชุมชนในพื้นที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองไฮ อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่างคือ ร้านชำทั้งหมดในเขตตำบลหนองไฮ จำนวน 59 ร้าน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามโดยผู้วิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square test  ผลการศึกษาพบว่า จำนวนร้านชำทั้งหมด 59 ร้าน พบว่า ส่วนใหญ่ไม่ขายยาอันตรายและยาปฏิชีวนะ จำนวน 37 ร้าน(ร้อยละ 62.71) จำนวนร้านชำที่ขายยาอันตรายและยาปฏิชีวนะ มีจำนวน 22 ร้าน (ร้อยละ 37.29) มีรายการยาที่ห้ามขายทั้งหมด 72 รายการ แยกประเภทยา ได้แก่ ยาอันตรายและยาปฏิชีวนะ จำนวน 58 รายการ (ร้อยละ 80.55) ยาแผนโบราณที่ห้ามขาย จำนวน 10 รายการ (ร้อยละ 13.89) ยาบรรจุเสร็จที่ห้ามขาย จำนวน 1 รายการ (ร้อยละ 1.39) ยาชุด จำนวน 1 รายการ (ร้อยละ 1.39) และอื่นๆ จำนวน 2 รายการ (ร้อยละ 2.78) โดยแรงจูงใจในการจำหน่ายมาจากความต้องการผลกำไร และความต้องการของชุมชนจำนวน 21 ร้าน (ร้อยละ 95.45) ทั้งนี้ แหล่งต้นทางการกระจายยา มาจากร้านขายยาแผนปัจจุบันเฉพาะยาบรรจุเสร็จที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ จำนวน 19 ร้าน (ร้อยละ 86.36) และจากรถเร่ซึ่งซื้อมาจากร้านขายยาแผนปัจจุบันเฉพาะยาบรรจุเสร็จที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ จำนวน 3 ร้าน (ร้อยละ 16.64) โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการจำหน่ายยาอันตรายและยาปฏิชีวนะในร้านชำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ความต้องการกำไร, ความต้องการของชุมชน ดังนั้น จึงควรมีระบบการจัดการต้นทางแหล่งกระจายโดยใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวด และสร้างความเข้าใจต่ออันตรายของการใช้อันตรายและยาปฏิชีวนะโดยไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกร
คำสำคัญ  เส้นทางการกระจายยา ยาอันตราย  ยาปฏิชีวนะ ร้านชำ
Share:

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ประสิทธิผลของเทคนิคการให้คำปรึกษาเสริมสร้างแรงจูงใจเฉพาะรายต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเรื้อรังระยะ 3


ประสิทธิผลของเทคนิคการให้คำปรึกษาเสริมสร้างแรงจูงใจเฉพาะรายต่อการควบคุม
ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่  2 ที่มีภาวะไตเรื้อรังระยะ  3 
ที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกชะลอไตเสื่อมโรงพยาบาลเสนางคนิคม
 
 
 
 
 
                  การวิจัยครั้งเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง  เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของเทคนิคการให้คำปรึกษาเสริมสร้างแรงจูงใจเฉพาะราย ต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่  2  ที่มีภาวะไตเรื้อรังระยะ  3  กลุ่มตัวอย่างคือ  ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่า  เป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่  2  ร่วมกับมีภาวะไตเรื้อรังระยะ  3  ที่มีผลระดับน้ำตาลในเลือด FPG  มากกว่า  150  มิลลิกรัมเดซิลิตร และได้รับการรักษาโดยวิธีการกินยา  ที่คลินิกชะลอไตเสื่อม ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560  โรงพยาบาลเสนางคนิคม  อำเภอเสนางคนิคม  จังหวัดอำนาจเจริญ  จำนวน  17 ราย ได้รับคำปรึกษาแบบเสริมสร้างแรงจูงใจเฉพาะรายบุคคล  นาน 5-10 นาที อย่างต่อเนื่อง จำนวน  4 ครั้งใน 6 เดือน มีการเก็บข้อมูลด้วยแบบบันทึกการสัมภาษณ์  ตามแนวทางปฏิบัติการให้คำแนะนำเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ( Motivation  Interviewingin NCDS) โดยการสนทนาให้คำปรึกษาแบบสั้น ( MI for NCD ) (อ้างในการวิจัยในโครงการพัฒนาระบบการให้คำปรึกษาแบบสร้างแรงจูงใจ ,เทิดศักดิ์ เดชคง , 2560) 
 
                 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา  ได้แก่  ความถี่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่  Paired-Simple  t-test   ผลการวิจัยพบว่า  กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง  ร้อยละ 70.59  ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 60-69 ปี ร้อยละ 58.83 อายุที่น้อยที่สุด 59 ปี อายุมากที่สุด 77 ปี อายุเฉลี่ย 67.71 ปี ทั้งหมดนับถือศาสนาพุทธ  ระดับการศึกษา  ส่วนใหญ่จบประถมศึกษา  ร้อยละ 70.59 ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม  ร้อยละ  47.06 มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 5,000 บาท  ร้อยละ 70.59  และรายได้ส่วนใหญ่พอเพียงกับการดำรงชีวิตไม่มีเหลือเก็บ  ส่วนใหญ่ใช้สิทธิ์การรักษาบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า(สูงอายุ)  ร้อยละ  64.71 ระยะเวลาในการเป็นโรคเบาหวานมากที่สุดอยู่ในช่วง  11-15 ปี  สูงสุดนาน 16 ปี  ต่ำสุด 3 ปี  เฉลี่ย 11.82  ปี  จากการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยการควบคุมอาหาร  ร้อยละ  70.59  ผู้ป่วยที่ได้รับการให้คำปรึกษาเสริมสร้างแรงจูงใจเฉพาะราย มีค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในเลือด FPG  ต่ำกว่าก่อนให้คำปรึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่  ระดับ 0.05(P<0.05)  พบว่าผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด FPG  ต่ำกว่า  130  มิลลิกรัมเดซิลิตร  ในวันที่มาบริการครั้งที่ 2   ร้อยละ  82.35  ครั้งที่  3 ร้อยละ  88.23  ดังนั้นควรนำเทคนิคการให้คำปรึกษาแบบเสริมสร้างแรงจูงใจเฉพาะรายบุคคล ไปใช้ส่งเสริมพฤติกรรมควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 










 
 
 
Share:

หน้าเว็บ

javascript:;

ค้นหาบล็อกนี้

คลังบทความของบล็อก

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ประชุมเชิงปฎิบัติการเสนอโครงร่างงานวิจัย 2563

           เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2562 คปสอ.เสนางคนิคมได้จัดประชุมเชิงปฎิบัติการ โดยจัดให้เจ้าหน้าที่ที่สนใจได้นำเสนอโครงร่างการวิจัย ซึ่งไ...

Recent Posts

Unordered List

Theme Support